สภาวะสายตาสั้น (Myopia) ที่ไม่ได้เป็นเพียงอุปสรรคทางทัศนวิสัย แต่คือโจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยความละเอียดในการแก้ไข เพราะเราเชื่อว่าการมองเห็นที่สมบูรณ์แบบไม่ได้เริ่มต้นที่ดีไซน์ภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่ซ่อนอยู่ในความประณีตของเนื้อเลนส์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจ
สำหรับผู้ที่กำลังสงสัยว่าคนสายตาสั้นใช้เลนส์อะไรถึงจะเหมาะสมที่สุด คำตอบนั้นไม่ได้มีเพียงแบบเดียว บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจศิลปะแห่งการคัดสรรเลนส์สายตา ตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุจากแบรนด์ชั้นนำ ไปจนถึงการลงรายละเอียดในออปชันเสริมที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนนิยามของการแก้ไขสายตาให้เป็นงานศิลปะที่ลงตัวกับวิถีชีวิตของคุณอย่างแท้จริง
Key Takeaways
-
- การเลือกเลนส์แว่นสำหรับคนสายตาสั้น ควรเลือกจากระดับค่าสายตาและงบประมาณ โดยมีตั้งแต่เลนส์ชั้นเดียว (Single Vision) ไปจนถึงเลนส์ที่มีการออกแบบเฉพาะบุคคล
- เลนส์ Aspheric หรือ Double Aspheric ช่วยลดภาพบิดเบือนที่ขอบเลนส์ และทำให้ดวงตาดูไม่เล็กจนเกินไปเมื่อสวมใส่
- Index ของเลนส์ ยิ่งค่า Index สูง เลนส์ยิ่งบางและเบา เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสั้นมากเพื่อความสวยงามและใส่สบาย
- ออปชันเสริม การเลือกเลนส์บลูออโต้ หรือเลนส์เปลี่ยนสี ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าและรังสี UV ได้ในแว่นตัวเดียว
สารบัญบทความ
สายตาสั้น เกิดจากอะไร
ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.mayoclinic.org
ด้วยสรีระดวงตาตามธรรมชาติ เมื่อมีแสงเดินทางเข้าสู่ตา แสงนั้นจะถูกกำหนดให้โฟกัสตกลงพอดีบนจอประสาทตา คนเราก็จะมองเห็นภาพได้คมชัด ทว่าจุดเริ่มต้นของสายตาสั้น คือความผิดปกติของแสงที่แต่เดิมควรจะโฟกัสบนจอตาแล้วเห็นภาพชัด แต่แสงกลับไปโฟกัสตกก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้เห็นภาพเบลอแทน ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากกลไกทางกายภาพของลูกตา ดังนี้
-
- ความยาวลูกตามากเกินไป คือสาเหตุส่วนมากที่ทำให้เกิดสายตาสั้น เพราะลูกตาของคนสมัยนี้มีลักษณะเป็นทรงรีมากกว่าทรงกลม ทำให้ระยะห่างระหว่างกระจกตาไปถึงจอประสาทตาไกลเกินกว่าปกติ แสงที่ควรจะตกโฟกัสพอดีบนจอตา กลับตกโฟกัสก่อนจะเดินทางถึงจอตา
- ความโค้งกระจกตามากเกินไป โดยปกติกระจกตาหรือเลนส์แก้วตาจะมีหน้าที่หักเหแสงให้ตกโฟกัสพอดีที่จอประสาทตา แต่ในเคสที่อวัยวะเหล่านี้มีความโค้งที่มากเกินไป จะทำให้แสงเกิดการหักเหผิดปกติและตกโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา
สายตาสั้นมาก ๆ จะส่งผลเสียอย่างไร
การมีสายตาสั้นในระดับสูง (High Myopia) มักจะหมายถึงค่าสายตาสั้นมากกว่า -6.00D ที่เกิดจากลูกตายาวเกินไป สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่เรื่องมองไม่ชัด แต่เพราะคนที่มีค่าสายตาสั้นมาก มักจะมีกระบอกตาที่ยาวมากกว่าปกติ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อโรคตาต่าง ๆ ที่กระทบต่อการมองเห็นโดยตรง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. โรคจอประสาทตาหลุดลอก (Retinal Detachment)
นี่คือความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุด เพราะเมื่อลูกตายาวขึ้น จอประสาทตาจะถูกดึงจนบางลงเรื่อย ๆ กระทั่งเกิดการฉีกขาด (Retinal Tear) และทำให้วุ้นตาที่มีลักษณะเป็นของเหลว ไหลเข้าไปแทรกอยู่ระหว่างชั้นจอประสาทตา(Neurosensory)กับชั้นผนังตา(RPE) โดยการแทรกจะก่อเกิดแรงดันอย่างรุนแรงจนเกิดการแยกตัวของชั้นจอประสาทตา พร้อมเกิดสภาวะถูกตัดขาดจากสารอาหารและออกซิเจน หากปล่อยไว้นานเซลล์จะค่อย ๆ ตายไป ทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวร สัญญาณเตือนโดยทั่วไปของโรคนี้คือ เห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ (Flash) หรือมีจุดดำที่ลอยไปมา (Floaters) เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
2. โรคต้อหิน (Glaucoma)
คนสายตาสั้นมีความเสี่ยงเป็นต้อหินสูงกว่าคนสายตาปกติ เนื่องจากลักษณะทางโครงสร้างบริเวณขั้วประสาทตามักมีความแตกต่างจากรูปแบบปกติ ทำให้ทนต่อแรงดันที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติภายในลูกตาได้น้อยลง เซลล์ประสาทตาจึงถูกทำลายได้ง่าย และด้วยลักษณะของต้อหินที่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างช้า ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป จึงเป็นเรื่องยากที่คนส่วนใหญ่จะทันสังเกตเห็นอาการของตนเอง กว่าจะรู้ตัวก็มักจะเสียพื้นที่การมองเห็นไปมากแล้ว
3. โรคจุดรับภาพชัดเสื่อมจากสายตาสั้น (Myopic Macular Degeneration)
สาเหตุเกิดจากการยืดตัวของเนื้อเยื่อจอประสาทตา คล้ายกันกับโรคจอประสาทตาหลุดลอก แต่แตกต่างกันตรงที่โรคจุดรับภาพชัดเสื่อมจะมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นบนตำแหน่งที่มีความสำคัญมากที่สุดของจอประสาทตา เราเรียกตำแหน่งนั้นว่า Macula โดยอาการที่สังเกตได้ของโรคนี้จะมีความเด่นชัดมากรู้สึกได้ทันที เช่น เห็นภาพบิดเบี้ยว มีจุดดำมืดบดบังอยู่ตรงกลางภาพที่กำลังมอง ความคมชัดในการมองเห็นลดลงใส่แว่นก็ไม่ชัดขึ้น การแยกแยะสีแย่ลงเห็นสีดูซีดจางไม่สดใสเท่าเดิม
4. โรคต้อกระจก (Cataract)
คนสายตาสั้นมักจะเป็นต้อกระจกเร็วกว่าคนทั่วไป เลนส์ตาจะเริ่มขุ่น ทำให้ภาพมัวลงเรื่อย ๆ แม้จะใส่แว่นสายตาสั้นที่ตรงกับค่าสายตาแล้วก็ตาม ส่วนสาเหตุหลักที่ว่าทำไมสายตาสั้นถึงไปกระตุ้นให้เป็นต้อกระจกเร็วขึ้นคือ
-
- การเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญในลูกตา
เนื่องจากคนสายตาสั้นมากมักจะมีลูกตายาวกว่าปกติ ทำให้การแลกเปลี่ยนไหลเวียนสารอาหารและออกซิเจนทำได้ยากจนประสิทธิภาพลดลง ทำให้วุ้นตาเริ่มเสื่อมสภาพและกลายเป็นเหลว(Vitreous Liquefaction) เร็วกว่าปกติทั้งที่อายุยังน้อย ส่งผลเกิดการสะสมของอนุมูลอิสระรอบ ๆ เลนส์ตามากขึ้น กระตุ้นให้โปรตีนในเลนส์ตาเริ่มจับตัวกันจนมีความขุ่นมัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
สายตาสั้นใช้เลนส์อะไร มีแบบไหนบ้าง
Spheric
Spheric เป็นเลนส์ที่มีโครงสร้างการออกแบบระดับพื้นฐาน เน้นการหักเหแสงผ่านจุดศูนย์กลางเลนส์เพื่อให้ภาพชัดเจนที่สุด แต่เนื่องจากลักษณะเลนส์มีความโค้งเป็นทรงกลมอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เมื่อเหลือบมองไปยังบริเวณขอบเลนส์ แสงที่เดินทางเข้าสู่ตาจะแตกกระเจิงไม่โฟกัสรวมที่จุดเดียวกัน ซึ่งมักนำไปสู่ปัญหาภาพเบลอขณะเหลือบตามอง
คำถามที่สำคัญคือเลนส์ spheric เหมาะกับคนสายตาสั้นหรือไม่?
คำตอบคือ เหมาะเป็นบางกรณี ต้องลองตรวจสอบดูก่อนว่าระดับสายตาของคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน
1. สายตาสั้นน้อย (ไม่เกิน -3.00D)
เลนส์ Spheric ยังเป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้และประหยัด เพราะค่าสายตาไม่เยอะ ความหนาที่ขอบเลนส์จะไม่มากนัก ภาพบิดเบือนเมื่อมองผ่านขอบเลนส์จึงไม่เด่นชัดจนรบกวนการมองเห็นสักเท่าไหร่
2. สายตาสั้นเกินกว่า -3.00D
ไม่แนะนำ เพราะยิ่งค่าสายตาสั้นสูง เลนส์จะยิ่งหนาและมีความโค้งมาก ทำให้เกิดปัญหาต่อไปนี้
-
- ภาพบิดเบือน : เวลาเหลือบตามองข้าง ๆ ภาพจะดูบิดเบี้ยวหรือวูบวาบมึนงง
- ตาดูเล็กผิดปกติ : เนื่องจากเลนส์จะมีความหนาที่บริเวณขอบและเว้าบางตรงกลาง ทำให้เวลาคนอื่นมองเรา เขาจะเห็นตาเราดูมีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริงมาก
- พื้นที่ชัดแคบ : จุดที่เห็นชัดที่สุดจะอยู่แค่ตรงกลางเลนส์เท่านั้น
Aspheric
Aspheric คือเลนส์แว่นตาที่มีการขัดโครงสร้างไปในด้านหลังของเลนส์ แทนที่จะมีโครงสร้างโค้งเป็นทรงกลมอย่างเลนส์ Spheric แต่เลนส์ Aspheric กลับถูกออกแบบให้มีความโค้งแบบค่อย ๆ ไล่แบนลง เมื่อไล่จากจุดศูนย์กลางออกไปหาขอบเลนส์ เทคโนโลยีการปรับความโค้งนี้ช่วยให้แสงที่ผ่านขอบเลนส์สามารถหักเหไปรวมกันที่จุดโฟกัสเดียวกับแสงที่ผ่านจุดศูนย์กลางเลนส์ได้อย่างแม่นยำ สำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสั้นเกิน -3.00D แนะนำให้เลือกใช้เลนส์ชนิด Aspheric ขึ้นไป เพราะจะมอบประสบการณ์ที่ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเลนส์ Spheric ดังนี้
-
- เลนส์บางและเบากว่า : ด้วยความที่ผิวเลนส์แบนกว่า ทำให้ไม่ต้องใช้เนื้อวัสดุเยอะเท่าเลนส์ Spheric เมื่อเทียบในค่าสายตาที่เท่ากัน จึงช่วยลดน้ำหนักแว่นลงได้
- ลดภาพบิดเบือน : เวลาใส่เดินหรือขับรถ ความรู้สึกวูบวาบหรือภาพเบี้ยวจากการเหลือบตามองจะน้อยลง ทำให้ปรับตัวเข้ากับแว่นใหม่ได้เร็วขึ้น
- ขนาดตาดูเป็นธรรมชาติ : ลดอาการ “ตาเล็ก” เพราะทำให้ดวงตาของผู้ใส่ดูมีขนาดใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้นเมื่อมองจากภายนอก
- ลานสายตากว้างขึ้น : สามารถเหลือบตามองผ่านขอบเลนส์ได้โดยที่ภาพยังคงคมชัดใกล้เคียงจุดศูนย์กลาง
Double aspheric
Double Aspheric คือเลนส์ที่มีการขัดโครงสร้างไปบนผิวเลนส์ทั้งสองด้าน (Front & Back Surface) โดยอาศัยการคำนวณค่าความโค้งที่สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อมอบผลลัพธ์ของความแบนและความบางในระดับสูงสุด เหมาะสำหรับคนที่มีค่าสายตาสั้นเกิน -5.00D
-
- ความบางและเบาระดับสูงสุด : เมื่อเปรียบเทียบค่าสายตาที่เท่ากันในเลนส์แต่ละชนิด เลนส์ Double Aspheric จะบางกว่าเลนส์กลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด ช่วยให้คนสายตาสั้นมากเลือกกรอบแว่นได้หลากหลายขึ้น ลดความกังวลเรื่องเลนส์โผล่ล้นกรอบจนดูหนาเตอะ
- ภาพคมชัดมีความเบลอน้อย : ปัญหาภาพบิดเบือนที่ขอบเลนส์ แทบจะหายไปเกือบหมด คุณจะรู้สึกว่ามองเห็นชัดเกือบทั่วทั้งผืนเลนส์ ไม่ต้องคอยหันหน้าตามการมองตลอดเวลา
- หมดปัญหาเรื่องตาดูเล็ก : เพราะนี่คือเลนส์ที่ช่วยรักษาขนาดดวงตาของผู้สวมใส่ให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดเมื่อมองจากภายนอก ลดเอฟเฟกต์การย่อขนาดตาที่เกิดจากเลนส์สายตาสั้นหนา ๆ ได้ดีเยี่ยม
- น้ำหนักเบาสบาย : เมื่อเนื้อเลนส์น้อยลง น้ำหนักก็เบาลงตาม ลดปัญหาแว่นไหลหรือกดทับดั้งจมูก ช่วยให้ใส่สบายตลอดวัน
Multigressive
Multigressive คือเลนส์เฉพาะบุคคลที่คำนวณโครงสร้างเลนส์ขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยอิงจากค่าสายตาของคุณและค่าพารามิเตอร์เฉพาะบุคคลจากกรอบแว่นที่คุณเลือก โดยมีรายละเอียดดังนี้
-
- นำค่าสายตาและพารามิเตอร์ของกรอบแว่นที่คุณเลือก เช่น ค่ามุมความเทของกรอบแว่น (Panto) , ค่ามุมความโค้งของหน้าแว่น (FFA) , ค่าระยะห่างระหว่างเลนส์กับกระจกตา (CVD) มาคำนวณร่วมกันกับเทคโนโลยีการผลิตเลนส์ขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีปรับสมดุลภาพจากตาทั้งสองข้าง
- ใช้เทคโนโลยี Freeform ในการขัดผิวเลนส์แบบจุดต่อจุดทั่วทั้งผืนเลนส์ เพื่อให้สามารถเหลือบตามองซ้าย-ขวาได้โดยที่ภาพยังคมชัดเกือบ100% ตั้งแต่กลางเลนส์จนถึงขอบเลนส์ นอกจากนี้ยังให้การรับรู้เชิงมิติตื้นลึกหนาบาง สมจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อเทียบกับเลนส์ทุกรุ่น
ใครที่ควรขยับมาใช้เลนส์กลุ่มนี้?
-
- คนที่ต้องการความคมชัดสูง พร้อมมุมมองที่กว้างอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะโครงสร้างเลนส์ถูกออกแบบให้มีความนุ่มนวลสบายตาเป็นพิเศษ จึงเหมาะกับทุกค่าสายตาตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงซับซ้อน
- คนที่มีความเซนซีทีฟต่อการปรับตัว เช่น เวียนหัวง่าย หรือคนที่เคยใส่แว่นมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะวิงเวียน
- คนที่แม้ว่าจะใส่ค่าสายตาอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าภาพรอบข้างวูบวาบไม่เป็นธรรมชาติ
- ต้องการอิสระในการเลือกกรอบแว่นได้ตามใจ
ถ้ากรอบแว่นไม่ถูกใจแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากใส่ แต่ด้วยข้อจำกัดของเลนส์ระดับเริ่มต้น ทำให้บางครั้งตัวกรอบกับเลนส์เกิดความไม่สัมพันธ์กัน ตัวเลนส์ที่เราเลือกจึงไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพในการมองเห็นได้เต็มที่ แต่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงของเลนส์กลุ่ม Multigressive ที่สามารถดึงศักยภาพของการมองเห็นออกมาได้สูงสุด คุณจึงไม่มีข้อจำกัดเรื่องการเลือกกรอบแว่นอีกต่อไป
HR-W
HR-W คือเลนส์เฉพาะบุคคลรุ่นพิเศษ ถูกผลิตด้วยเทคโนโลยี Multigressive ที่ผสานการขัดเลนส์สองด้านแบบ Double Aspheric รวมสองเทคโนโลยีขั้นสูงไว้ในเลนส์คู่เดียว เหมาะสมกับทุกค่าสายตาตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงสูงและซับซ้อน มาพร้อมตัวเลือกการขัดผิวเลนส์ 2 รูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานที่ต่างกันดังนี้
-
- Type Cleary สำหรับผู้ที่ชื่นชอบภาพคมชัดและสมจริงสูงสุด
- Type Shapely สำหรับผู้ที่เน้นความบางเบาเป็นพิเศษ แต่ยังคงไว้ซึ่งความคมชัดสมจริงใกล้เคียงกับ Cleary
Option เสริมของเลนส์สายตาสั้น มีอะไรบ้าง
High index lens (1.60/1.67/1.74/1.76)
หลังจากเลือกโครงสร้างเลนส์ได้แล้ว ถัดมาคือการเลือก Index โดย Index คือตัวเลขดัชนีหักเหแสง บ่งบอกความหนาบางของเลนส์สายตา ภายใต้ค่าสายตาเดียวกัน การมี Index สูง เลนส์ก็ยิ่งบาง แต่นอกจากความบางแล้วสิ่งที่ต้องแลกมาคือ Abbe Value ซึ่งเป็นค่าที่บอกว่าเลนส์นั้น มีแสงฟุ้งรบกวนมากน้อยแค่ไหน โดยมีวิธีการดูดังนี้
-
- ค่า Abbe Value สูง = เลนส์ใสเคลียร์ ไม่มีเอฟเฟกต์ของแสงและสีฟุ้งทำให้มองแล้วสบายตา
- ค่า Abbe Value ต่ำ = อาจเกิดอาการเห็นสีรุ้งที่ขอบเลนส์ขณะเหลือบตาได้ง่ายกว่า มีแสงฟุ้งมากกว่าปกติ ทำให้ใส่แว่นแล้วไม่สบายตา
วิธีการเลือก Index ให้เหมาะกับค่าสายตาตนเอง มีดังนี้
1. Index 1.60 เหมาะสำหรับค่าสายตาสั้น -0.25D ถึง -5.00D
มีค่า Abbe Value ประมาณ 40-42 ซึ่งเป็นค่าสูงสุดในบรรดาเลนส์ย่อบางทั้งหมด จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมทั้งในแง่ความบางและความใสภายใต้ช่วงค่าสายตาที่ได้กล่าวไปข้างต้น
2. Index 1.67 เหมาะสำหรับค่าสายตาสั้น -5.25D ถึง -6.00D
มีค่า Abbe Value ประมาณ 32-33 เป็นอันดับสองรองลงมา เน้นความบางเป็นหลัก เหมาะกับคนที่สายตาสั้นเยอะ ที่ยอมลดค่าความใสเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ได้เลนส์ที่บางและเบาขึ้น
3. Index 1.74 เหมาะสำหรับค่าสายตาสั้น -6.25D ขึ้นไป
มีค่า Abbe Value ประมาณ 32-33 เท่ากันกับ Index 1.67 ดังนั้นคุณจะได้เลนส์ที่มีความใสใกล้เคียง Index 1.67 แต่บางและเบากว่า
4. Index 1.76 เหมาะสำหรับค่าสายตาสั้น -6.25D ขึ้นไป ที่ต้องการความบางขั้นสุด
มีค่า Abbe Value ประมาณ 30 ทำมาจากวัสดุพลาสติกเฉพาะทาง ปัจจุบันถือเป็นเลนส์พลาสติกที่บางที่สุดในตลาด ของแบรนด์ Tokai จากญี่ปุ่น แม้ว่า Abbe Value จะน้อย เมื่อเทียบกับ Index 1.60 แต่สำหรับคนสายตาสั้นมาก ๆ การใช้เลนส์ย่อบางสูง ๆ อย่าง Index 1.76 จะช่วยลดภาพวูบวาบขณะเหลือบตาและลดอาการภาพย่อส่วนได้ดีกว่า จึงมักจะให้ผลลัพธ์ในภาพรวมที่น่าพอใจมากกว่า
ข้อควรพิจารณา
ถ้าค่าสายตาน้อย เช่นสายตาสั้นไม่เกิน -3.00D แต่เลือกข้ามไปใช้เลนส์ Index 1.74/1.76 ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่คุ้มค่า และอาจทำให้รู้สึกใส่ไม่สบายตาเท่าที่ควร เพราะนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากคุณใช้เลนส์ Index สูงเกินความจำเป็น
-
- ความคมชัดสู้ Index 1.60 ไม่ได้ และเห็นแสงรบกวนมากขึ้น
- ความบางใกล้เคียงกันจนไม่เห็นความต่าง เพราะเลนส์ Index สูงจะเห็นผลเรื่องความบางชัดเจนเมื่อต้องจัดการกับความหนาเลนส์จากการที่มีค่าสายตาเยอะ ๆ แต่ถ้าสั้นน้อย ความแตกต่างของความหนาระหว่างเลนส์ Index 1.60 กับ Index 1.76 จะน้อยมากจนแยกด้วยตาเปล่าไม่ออก
ดังนั้น หากเรานำเงินส่วนต่างที่ใช้ย่อบางนี้ไปอัปเกรดสารเคลือบเลนส์หรืออัปเกรดโครงสร้างเลนส์ จะส่งผลดีต่อการมองเห็นมากกว่า
Blue cut coating
เทคโนโลยีกรองแสงสีฟ้าในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
-
- แบบเคลือบโค้ท เป็นการใช้เทคโนโลยีสะท้อนแสงสีฟ้าออก ด้วยการเคลือบสารไว้ที่ผิวเลนส์
- ลักษณะเลนส์เมื่อดูจากภายนอก เลนส์จะมีเงาสะท้อนเป็นสีฟ้าหรือม่วงให้เห็นชัดเจน
- เมื่อมองผ่านเลนส์มักจะรู้สึกว่าภาพที่เห็นติดสีเหลืองเล็กน้อย
- ข้อดีคือ บางคนชื่นชอบเพราะมองแล้วรู้สึกนุ่มนวลสบายตา
- ข้อเสียคือ มีแสงสะท้อนบนผิวเลนส์ สะท้อนรบกวนชัดเจนมาก , ไม่เหมาะกับงานบางประเภทที่ต้องแยกเฉดสี
- แบบผสมสารดูดซับในเนื้อเลนส์ เป็นการฝังสารดูดซับแสงสีฟ้าลงไปในโมเลกุลของเนื้อวัสดุเลนส์โดยตรง
- ลักษณะเลนส์จะดูใส มีเงาสะท้อนสีฟ้าหรือเขียวที่ผิวเลนส์น้อยมาก
- เมื่อมองผ่านเลนส์จะเห็นสีสันเป็นธรรมชาติสมจริงมากกว่าแบบเคลือบโค้ท
- ข้อดีคือ ผิวเลนส์มีแสงสะท้อนสีฟ้า/เขียว กวนใจเวลาถ่ายรูปหรือวิดีโอคอลน้อย
- แบบเคลือบโค้ท เป็นการใช้เทคโนโลยีสะท้อนแสงสีฟ้าออก ด้วยการเคลือบสารไว้ที่ผิวเลนส์
Extra Tough Coating
สำหรับผู้ที่เลือกใช้เลนส์สายตาเกรดพรีเมียม การดูแลรักษาให้เลนส์คงสภาพดีเหมือนวันแรกถือเป็นโจทย์สำคัญ เพราะเลนส์ราคาสูงคือการลงทุนเพื่อคุณภาพระบบการมองเห็นในระยะยาว การเลือกอัปเกรดเทคโนโลยีเคลือบผิวเลนส์ให้มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ จึงเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องผิวเลนส์จากการขีดข่วนในการใช้งานประจำวันแล้ว ยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น ลดโอกาสในการต้องเปลี่ยนเลนส์ใหม่ก่อนเวลาอันควร ทำให้ทุกบาทที่คุณจ่ายไปคุ้มค่าและมอบทัศนวิสัยที่คมชัดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน
1. Solitaire LayR จาก Rodenstock
โค้ท LayR มีความใสและลดแสงสะท้อนได้ดีเยี่ยม เพราะถูกออกแบบมาให้ลดแสงสะท้อนได้ดีกว่าเลนส์ทั่วไปถึง 50% ทำให้เลนส์ดูใสเคลียร์มาก นอกจากนี้ยังใช้การเคลือบแข็งจำนวนหลายชั้นที่ยึดเกาะกันแน่นมาก ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยมในระดับพรีเมี่ยมของเยอรมัน มาพร้อมคุณสมบัติเสริมที่เรียกว่า X-tra Clean ช่วยให้ผิวเลนส์ลื่น เช็ดทำความสะอาดง่าย ฝุ่นและคราบมันเกาะยาก
2. USP จาก Tokai
โค้ท USP (Ultra Shield Performance) ถูกพัฒนามาเพื่อแก้จุดอ่อนของเลนส์พลาสติกที่มักจะเกิดรอยง่าย โดยมีค่าความทนทานต่อรอยขีดข่วน สูงกว่าโค้ทมาตรฐานถึง 2-3 เท่า จึงทนต่อการเสียดสีได้ดีมาก เหมาะกับคนที่อาจจะไม่ได้ระวังเรื่องการเช็ดแว่นมากนัก หรือต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นเยอะ มาพร้อมกับการรับประกันที่ยาวนานถึง 3 ปี
Transition lens / lutina photo
Transitions
เลนส์เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันรุ่นล่าสุดคือ Transitions Gen S
-
- จุดเด่นคือ การเปลี่ยนสีเข้มและคืนกลับใสทำได้รวดเร็วต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ
- มีสีให้เลือกเยอะ เช่น Sapphire, Amethyst, Amber, Emerald, Ruby
- ในรุ่น XTRActive สามารถเข้มได้แม้แต่ตอนที่อยู่ในรถ ซึ่งเลนส์เปลี่ยนสีทั่วไปทำไม่ได้
- ข้อสังเกต ตัวเลนส์กรองแสงสีฟ้าที่ร่มได้ แต่ไม่สูงถึง 90% เหมือน Lutina Photo
Lutina Photo
เทคโนโลยีสุดล้ำจากแบรนด์ Tokai ด้วยการนำเอาคุณสมบัติกรองแสงสีฟ้า Lutina มาผสานกับคุณสมบัติในการเปลี่ยนสี Photo กลายเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะตัวเรียกว่า Lutina Photo ซึ่งมีคุณสมบัติกรองแสงสีฟ้าพลังงานสูงกว่า 90% ในที่ร่ม ซึ่งเป็นระดับที่ลึกกว่าเลนส์กรองแสงสีฟ้าทั่วไป นอกจากนี้การซ้อนทับกันของทั้งสองคุณสมบัติยังไม่ทำให้เกิดเฉดสีเพี้ยน ไม่ว่าจะเปลี่ยนสีขณะอยู่กลางแจ้งหรือเคลียร์ใสสุดเมื่ออยู่ในที่ร่ม เหมาะสำหรับคนที่ต้องออกแดดและทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน Lutina Photo ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพตาและไลฟ์สไตล์ เพื่อการปกป้องดวงตาอย่างครอบคลุม
Tint lens
Tint Lens คือการเคลือบย้อมสีบนผิวเลนส์ เป็นได้ทั้งเลนส์สายตาและเลนส์กันแดดในตัวเดียว หรือจะย้อมโดยไม่ใส่ค่าสายตาก็ได้ ซึ่งการย้อมสีสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ย้อมเต็มแผ่น , ย้อมไล่สีระดับปกติ , ย้อมไล่สีระดับลึก และยังเลือกระดับความเข้มได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 10% ถึง 90% ให้เหมาะสมต่อกิจกรรมที่จะนำไปใส่ใช้งานได้อีกด้วย
Tint lens + blue cut + photo
ที่สุดของออฟชั่นเสริมการปกป้องดวงตาด้วยนวัตกรรมเลนส์ 3-in-1 รวมการย้อมสีแฟชั่น ฟังก์ชันกรองแสงสีฟ้า และเทคโนโลยีเปลี่ยนสีอัตโนมัติไว้ในหนึ่งเดียว จากแบรนด์ Tokai
-
- เลนส์มีสีอ่อนละมุนในที่ร่ม ช่วยลดความจ้า เพิ่มความสบายตาสำหรับผู้ที่มีอาการไวต่อแสงเป็นพิเศษ พร้อมเสริมลุคแฟชั่นให้โดดเด่น
- ปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าพลังงานสูงได้ถึง 90 % ขณะทำงานหน้าจอได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- กลางแจ้งเลนส์เปลี่ยนสีเข้มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อปกป้องดวงตาจากรังสี UV และลดแสงจ้า ให้คุณมองเห็นได้อย่างคมชัดในทุกสภาวะแสง
Cmiq Sun
CMIQ Sun คือการเคลือบเลนส์ให้เปลี่ยนสีอัตโนมัติแบบพิเศษ แม้ว่าจะอยู่ในที่ร่มตัวเลนส์ก็จะยังมีสี tint อยู่ เลนส์จึงไม่ได้เคลียร์ใสเหมือนเลนส์เปลี่ยนสีทั่วไป แต่จะติดสี tint อ่อน ๆ ประมาณ 40-55%ในที่ร่ม ให้ลุคกึ่งแว่นแฟชั่น เมื่อออกกลางแจ้งเจอแสง UV เลนส์จะเข้มขึ้นได้สูงสุด 90 % จนกลายเป็นแว่นกันแดดเต็มรูปแบบ เนื่องจากเลนส์ CMIQ Sun มีสีพื้นอยู่แล้ว จึงเหมาะสำหรับ
-
- คนที่มีอาการตาแพ้แสงอย่างรุนแรง ที่แม้แต่ไฟในอาคารก็ยังรู้สึกจ้าเกินไป สีพื้นนี้จะช่วยกรองแสงให้ตารู้สึกผ่อนคลายตลอดเวลา
- สายแฟชั่นที่ชื่นชอบแว่นที่มีสีสันตลอดเวลา เพื่อให้ดูมีสไตล์
- สายกิจกรรม Outdoor ที่ต้องเผชิญกับแสงจ้านาน ๆ เช่น นักกอล์ฟ นักปั่นจักรยาน
Drivewear
Night Driving Lens โค้ทเคลือบสำหรับขับขี่กลางคืน คือนวัตกรรมที่ต้องใช้ควบคู่กับการดูแลดวงตา
หัวใจสำคัญของเลนส์ชนิดนี้คือการเคลือบโค้ทพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับแสงรบกวนโดยเฉพาะ ช่วยลดอาการตาพร่ามัวจากแสงสะท้อนและไฟหน้าของรถที่สวนมา ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจนและปลอดภัยยิ่งขึ้นในช่วงเวลากลางคืน
อย่างไรก็ตาม เลนส์จะแสดงประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อปัจจัยพื้นฐานของดวงตาได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ดังนี้
-
- ค่าสายตาได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง
- มีสุขภาพตาที่ดี ไม่มีภาวะตาแห้ง หรือโรคตาอื่น ๆ เช่น ต้อกระจก
- สรีระตาปกติ เช่น รูม่านตาไม่ขยายกว้างเกินเกณฑ์มาตรฐานเมื่ออยู่ในที่มืด
หากปัจจัยภายในดวงตายังไม่ถูกแก้ไขหรือมีความผิดปกติ เลนส์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถมอบผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ เลนส์ชนิดนี้จึงควรใช้งานควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพดวงตาโดยผู้เชี่ยวชาญ
Polarized
แสงแดดที่กระทบลงบนพื้นผิวน้ำ ผิวถนน กระจกรถ จะสะท้อนเข้าตาเรา ซึ่งเป็นแสงที่สว่างจ้ารบกวนจนแทบไม่เห็นรายละเอียดของสิ่งที่กำลังมอง การเคลือบเลนส์ด้วยโค้ท Polarized จะสร้างตัวกรองที่สามารถบล็อคแสงสะท้อนจากพื้นผิวต่าง ๆ ได้ ทำให้เรามองเห็นทะลุผิวน้ำหรือมองพื้นถนนเปียกแฉะได้ชัดเจนโดยไม่มีแสงสะท้อนเข้าตา จึงเหมาะกับกีฬาหรือกิจกรรมทางน้ำ เช่น เซิร์ฟบอร์ด เวคบอร์ด เจ็ตสกี วินด์เซิร์ฟ ล่องแก่ง พาราเซลลิ่ง เป็นต้น
เกณฑ์การเลือกเลนส์สายตาสั้น มีอะไรบ้าง
หัวใจสำคัญของการเลือกเลนส์สายตาสั้นคือการรวบรวมข้อมูลรอบด้าน
-
- นักทัศนมาตรจะเก็บข้อมูลที่จำเป็น ตั้งแต่ปริมาณค่าสายตาสั้น และค่าสายตาเอียงที่วัดได้ และในบางเคสค่าสายตายาวตามวัยร่วมด้วย
- ปัญหาการมองเห็นที่เผชิญอยู่ กิจวัตรประจำวัน ลักษณะอาชีพ ความต้องการเฉพาะบุคคล ความเซนซิทีฟต่อการปรับตัวของผู้ใช้งาน ไปจนถึงการบริหารจัดการงบประมาณที่คุณพึงพอใจ
เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบเลนส์ที่ตอบโจทย์ชีวิตคุณมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าแว่นตาของคุณ มีเลนส์ที่แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างไร้รอยต่อ
การเลือกโครงสร้างเลนส์ให้เหมาะสมตามความเซนซิทีฟต่อการปรับตัวของผู้ใช้งาน
-
- Hard Design สำหรับผู้ที่เน้นความคมชัดเป็นหลัก : โครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรีดประสิทธิภาพการมองเห็นให้คมชัดที่สุด แต่อาจมีความวูบวาบในช่วงแรกของการใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่กังวลเรื่องการปรับตัวหรือไม่เวียนหัวง่าย ซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์ชั้นนำจากเยอรมันอย่าง Zeiss และ Rodenstock
- Soft Design สำหรับผู้ที่เน้นความสบายตาและปรับตัวง่าย : หากคุณเป็นคนที่ค่อนข้างเซนซิทีฟต่อการปรับตัว หรือต้องการความรู้สึกที่นุ่มนวลเวลาเคลื่อนไหวตาไปมา เลนส์โครงสร้างแบบ Soft Design จะช่วยลดความบิดเบือนด้านข้าง ลดความวูบวาบ ช่วยให้ภาพดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์ชั้นนำจากฝั่งเอเชียอย่าง Hoya , Nikon และTokai
การเลือกระดับย่อบางและรุ่นเลนส์ให้เหมาะตามปริมาณค่าสายตาสั้นที่วัดได้
เพราะปริมาณของค่าสายตาสั้นมีความสำคัญกับ 2 เรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งรูปลักษณ์และการใช้งาน ดังนี้
-
- การจัดการความหนาและความสวยงาม : ยิ่งค่าสายตาสั้นมากขึ้น เลนส์ก็จะยิ่งมีขอบที่หนาและมีน้ำหนักมาก ซึ่งอาจทำให้ใส่ไม่สบายและขาดความมั่นใจ การเลือกใช้เลนส์ย่อบาง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยให้เลนส์ดูเพรียวบาง น้ำหนักเบา และเข้ากับกรอบแว่นได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น
- การเพิ่มคุณภาพการมองเห็นและลดภาพบิดเบือน : ผู้ที่มีค่าสายตาสูงมักเผชิญกับปัญหาภาพบิดเบือนบริเวณขอบเลนส์ ซึ่งทำให้เกิดอาการวูบวาบ พื้นลอย หรือปรับตัวได้ยาก การเลือกโครงสร้างเลนส์ที่เหมาะสม เช่น เลนส์โครงสร้าง Multigressive หรือ HR-W จะช่วยลดการบิดเบือนของภาพ มอบมุมมองความชัดที่กว้างขึ้น ช่วยให้ผู้สวมใส่ปรับตัวเข้ากับแว่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ค่าสายตาสั้นสูงจำเป็นต้องอาศัยทั้งการเลือก Index เพื่อความบางเบา และเลือกโครงสร้างเพื่อการมองเห็นที่สบายตาควบคู่กันไป
การเลือกโครงสร้างเลนส์ให้เหมาะสมตามค่าสายตาเอียงที่วัดได้ (กรณีมีค่าสายสั้น+เอียง)
ค่าสายตาเอียง เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเลือกโครงสร้างเลนส์ เนื่องจาก “ทิศทางของแกนสายตาเอียง” จะส่งผลต่อปริมาณภาพบิดเบือนที่เกิดขึ้นบริเวณขอบเลนส์แตกต่างกันไป นักทัศนมาตรจึงพิจารณาเลือกโครงสร้างเลนส์ตามหลักการดังนี้
-
- สายตาเอียงในแกนแนวตั้งหรือแนวทะแยง : สำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงในลักษณะนี้ มักจะพบปัญหาภาพบิดเบือนที่ส่งผลให้เกิดอาการวูบวาบและปรับตัวได้ยากกว่าปกติ การเลือกใช้เลนส์โครงสร้าง Soft Design จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดความวูบวาบของภาพ มอบความรู้สึกที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ
- สายตาเอียงในแกนแนวนอน : เป็นแกนที่รบกวนการมองเห็นน้อยกว่าและปรับตัวได้ง่ายกว่า ผู้ใช้งานในกลุ่มนี้จึงมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้โครงสร้างเลนส์ได้ทั้งแบบ Hard Design ที่เน้นความคมชัดสูง หรือ Soft Design ที่เน้นความสบายตา ขึ้นอยู่กับความต้องการและความพึงพอใจเฉพาะบุคคล
โดยสรุปแล้ว การเลือกโครงสร้างเลนส์ให้สอดคล้องกับองศาของสายตาเอียง คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอาการวูบวาบ เพิ่มพื้นที่การมองเห็นให้กว้างขึ้น และทำให้การเปลี่ยนแว่นใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด
เลือกออปชั่นเสริม
เมื่อเลือกโครงสร้างเลนส์และระดับการย่อบางที่เหมาะสมได้แล้วสิ่งถัดมาคือรายละเอียดออปชั่นเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเลนส์
-
- เพิ่มความทนทาน : สำหรับผู้ที่มีปัญหาเลนส์เป็นรอยง่าย ใช้งานแบบลุย ๆ ควรเลือกใช้สารเคลือบผิวเลนส์แข็งแรงทนทานต่อรอยขีดข่วนอย่าง USP Coat ของเลนส์ Tokai เพื่อยืดอายุการใช้งาน
- เพิ่มความสวยงามและความเบา : แก้ปัญหาค่าสายตาสั้นสูงที่ทำให้เลนส์หนาจนใส่แว่นไม่สบาย หนักจมูก ด้วยการเลือกเลนส์ย่อบางสูงพิเศษอย่าง Index 1.76 ช่วยให้เลนส์ดูบางและเบามากที่สุด
- เพิ่มวิสัยทัศน์กิจกรรมกลางแจ้ง/กีฬาทางน้ำ : การเคลือบ Polarized คือคำตอบที่จะช่วยลดแสงสะท้อน เพิ่มรายละเอียดที่ชัดเจนในการมองเห็นทะลุผิวน้ำ
- เพิ่มการปกป้องดวงตาจากการทำงานหน้าจอ : การเคลือบเลนส์ด้วยเทคโนโลยี Lutina สามารถกรองแสงสีฟ้าพลังงานสูงได้มากถึง 90% ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของสารลูทีนในดวงตาได้
- เพิ่มความคล่องตัว : การเคลือบ Lutina Photo มอบความสะดวกสบายแบบครบวงจร ทั้งกรองแสงยูวี กรองแสงสีฟ้าและเปลี่ยนสีอัตโนมัติเมื่อออกแดด ช่วยลดความจ้าและถนอมสายตาในทุกสภาวะแสง เหมาะสำหรับคนที่มีกิจกรรมทั้ง Indoor และ Outdoor
สามารถเลือกได้มากกว่า 1 ออปชันเสริม เช่นเราสามารถใส่ usp coat + lutina กรองแสงสีฟ้า + ย่อบาง 1.76 ในเลนส์ชิ้นเดียว
วิธีดูแลรักษาเลนส์สายตาสั้น ทำอย่างไร
การดูแลรักษาเลนส์แว่นตาอย่างถูกวิธีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยืดอายุการใช้งานและคงประสิทธิภาพของสารเคลือบผิวเลนส์ให้ยาวนานที่สุด เพื่อให้การดูแลรักษาเลนส์แว่นตาของคุณถูกต้องเหมาะสม สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำที่เป็นขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
-
- ล้างด้วยน้ำเปล่าก่อนทุกครั้ง : เพื่อกำจัดฝุ่นหรืออนุภาคขนาดเล็กที่ติดอยู่บนผิวเลนส์ เพื่อป้องกันการเกิดรอยขีดข่วน
- ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม : ควรใช้สบู่เหลวที่มีค่า PH Balance หรือน้ำยาสำหรับล้างเลนส์โดยเฉพาะ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ควรหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์หรือน้ำยาเช็ดกระจก เพราะอาจทำลายสารเคลือบผิวเลนส์ได้
- ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์คุณภาพสูง : ควรใช้ผ้าสำหรับเช็ดเลนส์โดยเฉพาะและเช็ดไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ควรใช้เสื้อผ้า กระดาษทิชชู่หรือผ้าขนหนู เนื่องจากเส้นใยที่หยาบอาจทำให้เลนส์เป็นรอย
- หลีกเลี่ยงความร้อนสูง : ห้ามวางแว่นทิ้งไว้ในรถที่จอดกลางแดด หรือใส่เข้าใกล้ไอน้ำร้อน/ไดร์เป่าผม/ห้องซาวน่า เพราะความร้อนจะทำให้เลนส์ขยายตัวจนสารเคลือบผิวเลนส์แตกร้าว
- เก็บเข้ากล่องแว่นเสมอเมื่อไม่ใช้งาน : เพื่อป้องกันแรงกดทับ อุบัติเหตุจากการตกหล่น หรือป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงกัดแทะ
- หมั่นทำความสะอาดผ้าเช็ดเลนส์ : ควรซักผ้าไมโครไฟเบอร์สม่ำเสมอเพื่อขจัดฝุ่นและคราบมันที่สะสมอยู่ในผ้า โดยห้ามใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
สายตาสั้นน้อย ต้องตัดแว่นไหม ถ้าปล่อยไว้สายตาจะยิ่งสั้นลงเรื่อย ๆ หรือเปล่า
การใส่หรือไม่ใส่แว่นไม่ได้ทำให้สายตาสั้นขึ้น แต่การพยายามเพ่งจากภาพที่ไม่คมชัดต่างหากที่อาจทำให้ตาล้าได้ ถ้ามีอาการไม่สบายตาก็ควรตัดแว่นทันที
ทำไมใส่แว่นสายตาสั้นแล้วตาดูเล็กลงเมื่อมองจากภายนอก มีวิธีแก้ไหม
ตาดูเล็ก เป็นเอฟเฟคตามธรรมชาติของเลนส์สายตาสั้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถลดทอนเอฟเฟคตาเล็กได้ด้วยการเลือกเลนส์โครงสร้าง Double Aspheric ช่วยทำให้ตาดูเล็กน้อยลง
มีเลนส์ตัวใดที่เช็ดทำความสะอาดง่าย ๆ ไหม
เลนส์เคลือบโค้ท Xtra-Clean จาก Rodenstock ผิวลื่น เช็ดง่าย สะอาดไว
ใช้คอมพิวเตอร์/มือถือทั้งวัน เลือกเลนส์แบบไหนดี
เลนส์สายตาสั้นเคลือบ โค้ท Lutina ช่วยกรองแสงสีฟ้าพลังงานสูงได้มากกว่า 90 % ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของสารลูทีนที่สำคัญภายในตา
เป็นคนมีไลฟ์สไตล์หลากหลาย กลางแจ้งและในร่ม มีแว่นที่ตอบโจทย์แบบครบจบในตัวเดียวไหม
แนะนำเลนส์สายตาสั้นเคลือบโค้ท Lutina Photo ทั้งกรองแสงยูวี กรองแสงสีฟ้า เปลี่ยนสีเลนส์ช่วยลดความจ้าของแสงแดดขณะอยู่กลางแจ้ง พร้อมลุยทุกกิจกรรม
เลนส์มัลติโค๊ตกับเลนส์บลูบล็อค สายตาสั้นเลือกใช้เลนส์อะไรดี?
สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งสองอย่างตามความต้องการ โดยถ้าเน้นลดแสงสะท้อน กรองแสงยูวี ลดรอยนิ้วมือ ลดรอยขีดข่วนก็เพียงพอแล้ว แนะนำให้เลือกเลนส์มัลติโค้ท แต่ถ้าจ้องหน้าจอคอมหรือมือถือนาน ๆ แนะนำให้เลือกเลนส์บลูบล็อค เพื่อช่วยกรองแสงสีฟ้าเสริมเข้าไปด้วย
เลนส์สายตาสั้นที่บางที่สุดคือเลนส์อะไร?
HR-W Index 1.76 จาก Tokai ด้วยการผสานนวัตกรรมการขัดผิวเลนส์แบนสองด้านเข้ากับวัสดุเลนส์ Index 1.76 ทำให้เลนส์ HR-W Index 1.76 กลายเป็นเลนส์พลาสติกที่บางมากที่สุดในโลก
เลนส์สายตาราคาเท่าไหร่?
เลนส์สายตาสั้น ราคาเริ่มต้นที่ 1200 บาท
เลนส์สายตาสั้นชนิดใด โค้ตติ้งทนทานสุด?
USP Coat ชื่อเต็มคือ Ultra Shield Performance Coat คือโค้ทเคลือบผิวเลนส์ที่ดีที่สุดของ TOKAI จากญี่ปุ่น เป็นเทคโนโลยีเคลือบผิวเลนส์มาตรฐานเดียวกันกับระดับอวกาศ
เลนส์สายตาสั้นแบบใด เหมาะกับใช้เล่นสกี snowboard?
กีฬา Snowboard เหมาะกับเลนส์สายตาสั้นที่เคลือบผิวเลนส์ด้วย Polarized ช่วยตัดแสงสะท้อนจากพื้นหิมะ ทำให้เราเห็นความตื้นลึกหนาบางของพื้นผิวหิมะได้ชัดเจนขึ้น
สายตาสั้นใช้เลนส์อะไร เลือกเลนส์ที่ใช่ในแบบที่เป็นคุณที่ Occura
การเลือกเลนส์สายตาไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหามุมมองที่พร่าเลือน แต่คือการออกแบบความสบายตาที่ผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความคมชัดและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เราให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ตั้งแต่การวิเคราะห์ดัชนีหักเหแสง (Index) ไปจนถึงโครงสร้างเลนส์ที่สอดรับกับสรีระและบุคลิกภาพเฉพาะบุคคล เพราะทุกรายละเอียดบนใบหน้าคือพื้นที่แห่งงานศิลปะที่เราบรรจงออกแบบอย่างประณีต
ร้านแว่นตา Occura ส่งมอบมาตรฐานการดูแลระดับสูงผ่านการตรวจวัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงโดยนักทัศนมาตร (Optometrist) ผู้เชี่ยวชาญที่ใส่ใจในทุกมิติความซับซ้อนของระบบการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นการรังสรรค์เลนส์โปรเกรสซีฟที่ไร้รอยต่อ หรือเลนส์เฉพาะทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ทุกโซลูชันจาก Occura จึงไม่ใช่แค่การตัดแว่น แต่คือการมอบประสบการณ์การมองเห็นที่เหนือระดับและเป็นองค์รวม เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้คือความสมบูรณ์แบบที่สะท้อนตัวตนของคุณอย่างแท้จริง
ร้านแว่นตาโอคูระ ดูแลระบบการมองเห็นแบบครบวงจร จุดเริ่มต้นการดูแลสายตาที่สมบูรณ์แบบ
-
- โทรศัพท์ : 02-645-0192
- มือถือ : 081-611-6823
- Line : @occura
- Facebook: Occura Vision
- Instagram : occuravision
- พิกัดร้าน: 100/74 อาคารว่องวานิช บี ชั้น 23 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310



